เพชฌฆาตจอมตีลังกา

ที่มา: นิตยสารจีเอ็ม (GM Gentlemen’s Magazine) ฉบับ 248 หน้า 164-173

เรื่อง: วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ภาพ: ยุทธนา อัจฉริยวิญญู

ตอนที่ 2

ครึ่งแรก : ผู้ชายบ้านนอก บนวิธีคนค้าแข้ง

“บ้าเอ๊ย” ใครบางคนสบทให้กับราคาดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ หลังจากหงุดหงิดมาหมายดๆที่ไม่สามารถพูดคุย หรือส่ง Short message ให้หวานใจได้ทันใจเพราะมือถือทุกระบบระส่ำระสายในบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์

“…………………” ใครอีกหลายคนสบทให้กับผลบอลคิงส์คัพในวันวาเลนไทน์ปีนี้ ที่ทีมชาติไทยถูกขยี้คาอก 1:5 ด้วยถ้อยคำที่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์!

ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจของสมาคมฟุตบอลหรือเปล่า ที่กำหนดให้วันวาเลนไทน์เป็นวันที่ทีมชาติไทยลงสนาม “คิงส์คัพ”แทบทุกปี และนักเตะของเราก็มักต้นตือทีมอาคันตุกะ(ที่ตั้งใจเพียงมาเที่ยว) เอาแชมป์ไปเป็นของขวัญ ซึ่งตรงกันข้ามกับปีนี้ที่เจอของแข็งล้วนๆ ตั้งแต่นัดแรกที่แพ้สวีเดน 1:4 นัดที่ 2 แพ้กาตาร์ 1:3

แปลว่าทำสถิติแพ้ 3 นัดรวด และกัปตันทีม “ซิโก้” เกียรติศักด์ เสนาเมืองยังหาตาข่ายไม่เจอ “สิงห์ปืนฝืด” ผมนึกถึงคำที่นักข่าวกีฬาบางคนใช้กับเขา เมื่อยิงลูกจุดโทษไม่เข้าในแมทช์กระชับมิตร ก่อนคิงส์คัพจะเริ่มราว 10 วัน หนนั้นดูเขาออกลูกหงุดหงิด

“เป็นนักข่าวซะเปล่า ไม่รู้จักแยกแยะว่าทัวร์นาเมนไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ” ซิโก้วิพากษ์สื่อ

ซิโก้เป็นคนยิ้มง่าย ท่าทีใจเย็นเป็นปกติ ถ้าหลุดคำพูดแบบนี้ออกมาแสดงว่าเหลืออดเต็มที และคงจะเบื่อที่คนไม่เข้าใจ เขาบอกว่าในสนามบอล มันมีความแน่นอนเสียที่ไหนที่ว่าชัวร์ๆและอยากยิงให้เข้าใจจะขาด ยามจะพลาด มันก็แป้กได้ ฉะนั้น การลงสนามทุกครั้งจึงหมายถึงสวรรค์และนรกในเวลาเดียวกัน

“มันมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นในการเล่นทีมชาติ คือต้องชนะ ชนะแล้วเป็นเทวดา ถ้าแพ้ก็แล้วแต่จะด่ากันไป จริงๆทีมชาติไทยแพ้นะ ไม่ใช่ทีมซิโก้แพ้ ถ้าทีมชาติไทยชนะ ก็คือทีมชาติไทยชนะ ไม่ใช่ทีมซิโก้ ทีมตะวัน แต่เป็นทีมชาติไทย คุณด่าผมก็เท่ากับคุณด่าตัวคุณเองด้วย เพราะผมเล่นในนามทีมชาติไทย ผมไม่ได้เล่นเพื่อตัวเองอย่างเดียว”

ต่อ ตอนที่3